เอกสารประกอบการสอน
เรื่อง การพยาบาลเด็กที่มีภาวะออทิสติกแบบองค์รวม
ผู้สอน: ดร.วัฒนา เตจาคำ
อาจารย์
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ
ผู้เรียนสามารถอธิบายลักษณะสำคัญ ประเมินความต้องการแบบองค์รวม วิเคราะห์ข้อวินิจฉัย และเสนอการพยาบาลเด็กออทิสติกโดยยึดเด็กและครอบครัวเป็นศูนย์กลางได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม (CLO1)
แบบทดสอบหลังเรียนบทที่ 1
ภาวะออทิสติก (Autism Spectrum Disorder: ASD) เป็นภาวะทางพัฒนาการของสมองที่มีความหลากหลาย เด็กแต่ละคนอาจมีความสามารถและความต้องการแตกต่างกันและความต้องการเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงตามวัยและบริบท การดูแลจึงไม่ควรสรุปตัวตนของเด็กจากการวินิจฉัยเพียงอย่างเดียว แต่ควรค้นหาว่าเด็กสื่อสารอย่างไร เรียนรู้ได้ดีในสภาพแวดล้อมแบบใด สิ่งใดทำให้สงบหรือเครียด และครอบครัวมีเป้าหมายใดร่วมกัน
แนวคิดที่ยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง (Person-centered Care) ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรี ความชอบ จุดแข็ง และสิทธิของเด็ก ขณะที่แนวคิดที่ยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-centered Care) มองว่าครอบครัวเป็นผู้รู้จักเด็กดีที่สุดและเป็นหุ้นส่วนในการวางแผน พยาบาลจึงควรให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย รับฟังโดยไม่ตัดสิน และร่วมกำหนดเป้าหมายที่มีความหมายต่อชีวิตประจำวัน
| หลักคิดสำหรับพยาบาล ก่อนถามว่า “จะหยุดพฤติกรรมนี้อย่างไร” ควรถามว่า “พฤติกรรมนี้กำลังสื่ออะไร และมีปัจจัยใดกระตุ้นหรือคงอยู่” |
การสังเกตลักษณะทางคลินิกช่วยให้ทีมเข้าใจความต้องการเบื้องต้น แต่ไม่ควรใช้ลักษณะใดลักษณะหนึ่งเพื่อเหมารวมเด็กทุกคน เนื้อหาในบทเรียนจัดกลุ่มลักษณะสำคัญเป็น 3 เสาหลักเพื่อความสะดวกในการเรียนรู้ ได้แก่ ความยากลำบากด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความแตกต่างด้านการสื่อสาร และพฤติกรรมหรือความสนใจที่จำกัดและซ้ำ
| ด้านที่ประเมิน | ความหมาย | ตัวอย่างที่อาจพบ |
| ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม | ความยากลำบากในการสร้างและคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบตอบสนองกัน | สบตาน้อย เล่นร่วมกับเพื่อนได้ยาก หรือเข้าใจอารมณ์ที่ซับซ้อนได้จำกัด |
| การสื่อสาร | ความล่าช้าหรือความแตกต่างในการใช้และเข้าใจภาษาพูด/ไม่ใช้คำพูด | พูดช้า ตีความตามตัวอักษร พูดตามซ้ำ หรือไม่เข้าใจคำสั่ง |
| พฤติกรรมจำกัดหรือซ้ำ | ความต้องการความคงที่ แบบแผนการเคลื่อนไหวหรือความสนใจเฉพาะ และการตอบสนองต่อประสาทสัมผัส | เคลื่อนไหวซ้ำ ยึดติดกิจวัตร สนใจเฉพาะเรื่อง ไวต่อเสียง แสง สัมผัส หรือกลิ่น |
ข้อควรระวัง: พฤติกรรมเดียวกันอาจมีหลายสาเหตุ เช่น เด็กไม่ตอบเมื่อเรียกอาจเกี่ยวข้องกับการจดจ่อกับกิจกรรม ความเข้าใจภาษา ภาวะการได้ยิน หรือความเครียดจากสิ่งแวดล้อม จึงต้องประเมินร่วมกับข้อมูลอื่น
การประเมินแบบองค์รวมมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ภาพรวมเฉพาะบุคคล” และใช้กำหนดแผนการดูแล ไม่ใช่เพื่อสะสมรายการข้อบกพร่อง พยาบาลควรผสานข้อมูลจากการสังเกต การสัมภาษณ์ครอบครัว ประวัติพัฒนาการ และรายงานจากโรงเรียนหรือผู้เชี่ยวชาญ
ประเมินความสามารถในการกำกับตนเอง ช่วงความสนใจ ความหุนหันพลันแล่น การตอบสนองต่อโครงสร้าง และเงื่อนไขก่อน–หลังพฤติกรรม ควรบันทึกแบบ ABC ได้แก่ Antecedent (สิ่งที่เกิดก่อน), Behavior (พฤติกรรมที่สังเกตได้), Consequence (สิ่งที่เกิดตามมา) โดยหลีกเลี่ยงถ้อยคำตัดสิน
ประเมินพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก การช่วยเหลือตนเอง การเล่น การเรียนรู้ และความเป็นอิสระ เปรียบเทียบกับความสามารถเดิมและเป้าหมายที่เหมาะสมกับวัย โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงของเด็กมากกว่าการเปรียบเทียบกับผู้อื่น
แยกประเมินภาษาที่ใช้แสดงออก (Expressive Language) และภาษาที่ใช้รับรู้/เข้าใจ (Receptive Language) รวมถึงการใช้ท่าทาง ภาพ อุปกรณ์ช่วยสื่อสาร การเริ่มบทสนทนา การผลัดกันพูด และความสามารถในการสื่อสารความเจ็บปวดหรือความต้องการ
ประเมินแบบแผนการควบคุมอารมณ์ สัญญาณเริ่มต้นของความเครียด กลไกการเผชิญปัญหา คุณภาพการนอน อารมณ์เปลี่ยนแปลง และสิ่งที่ช่วยให้เด็กกลับสู่ภาวะสงบ พร้อมตรวจสอบสาเหตุทางกาย เช่น ปวด หิว ท้องผูก หรืออ่อนล้า
ประเมินคุณภาพการเล่น การเลียนแบบ การแบ่งปันความสนใจ ความสัมพันธ์กับเพื่อน และพลวัตของครอบครัว ควรพิจารณาว่าบริบทใดทำให้เด็กมีส่วนร่วมได้ดีที่สุด และบุคคลใดเป็นแหล่งสนับสนุนสำคัญ
| ประเด็น | ข้อมูลที่ควรเก็บ | ตัวอย่างคำถามต่อครอบครัว |
| ความสนใจ/จุดแข็ง | กิจกรรม สิ่งของ บุคคล หรือสื่อที่เด็กชอบ | เด็กทำกิจกรรมใดได้นานและมีความสุข? |
| สิ่งกระตุ้น | เสียง แสง สัมผัส การเปลี่ยนกิจวัตร ความหิวหรือเหนื่อย | ก่อนเกิดพฤติกรรม มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง? |
| การสื่อสาร | คำพูด ท่าทาง รูปภาพ หรืออุปกรณ์ช่วยสื่อสาร | เด็กบอกว่าอยากได้ ไม่ต้องการ หรือเจ็บอย่างไร? |
| การช่วยเหลือตนเอง | กิน อาบน้ำ แต่งตัว ขับถ่าย และนอน | ขั้นตอนใดทำได้เอง และขั้นตอนใดต้องช่วย? |
| ครอบครัว | ความเข้าใจ ภาระดูแล ความเครียด และแหล่งสนับสนุน | ผู้ดูแลกังวลเรื่องใดมากที่สุด และใครช่วยได้บ้าง? |
หลังเก็บข้อมูล พยาบาลต้องจัดกลุ่มข้อมูล ระบุปัญหาและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วจัดลำดับความสำคัญ โดยพิจารณาความปลอดภัย ความจำเป็นเร่งด่วน ผลกระทบต่อการทำหน้าที่ และความสำคัญต่อครอบครัว ข้อวินิจฉัยควรสัมพันธ์กับข้อมูลจริง ไม่ใช้การวินิจฉัยโรคทดแทนการวิเคราะห์ทางการพยาบาล
| ข้อวินิจฉัยที่พบบ่อย | ข้อมูลสนับสนุนตัวอย่าง | ทิศทางการดูแล |
| พัฒนาการล่าช้า | ทักษะการเคลื่อนไหว การเล่น หรือการดูแลตนเองต่ำกว่าความสามารถที่คาดหวัง | กระตุ้นทักษะทีละขั้น ประสานผู้เชี่ยวชาญ และติดตามความก้าวหน้า |
| การสื่อสารด้วยคำพูดบกพร่อง | บอกความต้องการไม่ได้ เข้าใจคำสั่งจำกัด หรือพูดตามซ้ำ | ใช้ภาษาสั้น ชัด ใช้ภาพ/ท่าทาง และให้เวลาตอบ |
| เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ | หุนหันพลันแล่น วิ่งหนี หรือไม่ตระหนักอันตราย | ปรับสิ่งแวดล้อม กำกับใกล้ชิด และฝึกทักษะความปลอดภัย |
| การเผชิญปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ | อาละวาดเมื่อถูกเปลี่ยนกิจวัตรหรือสื่อสารความคับข้องใจไม่ได้ | หาปัจจัยกระตุ้น เตรียมล่วงหน้า สอนวิธีสงบ และเสริมแรงพฤติกรรมทดแทน |
| ความตึงเครียดในบทบาทผู้ดูแล | เหนื่อยล้า ขาดเวลาพัก หรือรู้สึกดูแลไม่ไหว | ประเมินภาระ ให้ข้อมูล เชื่อมแหล่งช่วยเหลือ และจัดแผนพักผู้ดูแล |
| หลักการจัดลำดับ ความปลอดภัยมาก่อน จากนั้นจึงพิจารณาการสื่อสาร การกำกับอารมณ์ การทำหน้าที่ และความต้องการของครอบครัว |
การพยาบาลเชิงรุกมุ่งป้องกันความเครียดและสร้างโอกาสให้เด็กประสบความสำเร็จ มากกว่ารอจัดการเมื่อเกิดพฤติกรรมรุนแรง สัมพันธภาพที่ปลอดภัย ความคงเส้นคงวา และการสื่อสารที่เหมาะกับระดับพัฒนาการเป็นพื้นฐานของทุกกิจกรรม
การเสริมแรงเชิงบวกคือการให้สิ่งที่มีความหมายแก่เด็กหลังเกิดพฤติกรรมเป้าหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสเกิดพฤติกรรมนั้นอีก ควรกำหนดพฤติกรรมให้ชัด เช่น “นั่งรอ 2 นาที” แทน “เป็นเด็กดี” ให้แรงเสริมทันที สม่ำเสมอ และค่อย ๆ ลดการพึ่งพาเมื่อทักษะคงที่
การเล่นเป็นสื่อสร้างสัมพันธภาพ ประเมินความสามารถ และส่งเสริมพัฒนาการด้านการคิด ภาษา การผลัดกัน และทักษะทางสังคม พยาบาลควรเลือกกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจและระดับพัฒนาการ เริ่มจากสิ่งที่เด็กทำได้ แล้วเพิ่มความยากทีละน้อย
| ตัวอย่างกิจกรรม เล่นต่อบล็อกผลัดกันคนละชิ้น ฝึกคำว่า “ขอ–รอ–ถึงตา” พร้อมเสริมแรงด้วยคำชมเฉพาะพฤติกรรม เช่น “หนูรอถึงตาได้ดีมาก” |
การดูแลเด็กออทิสติกมีประสิทธิผลเมื่อสมาชิกทีมแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดเป้าหมายร่วมกัน โดยให้เด็กและครอบครัวอยู่เป็นศูนย์กลาง พยาบาลมักทำหน้าที่ประสานความต่อเนื่องของการดูแล ให้สุขศึกษา และติดตามการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน
| สมาชิกทีม | บทบาทสำคัญ |
| แพทย์ | ประเมินทางการแพทย์ วางแผนการรักษา และกำกับการใช้ยา |
| พยาบาล | ประเมินต่อเนื่อง ประสานการดูแล ให้ความรู้ สนับสนุนครอบครัว และเฝ้าระวังความปลอดภัย |
| นักจิตวิทยา | ประเมินการรู้คิดและพฤติกรรม ให้การบำบัด และติดตามพัฒนาการด้านการรู้คิด |
| นักกิจกรรมบำบัด/นักแก้ไขการพูด | ส่งเสริมการทำกิจวัตร กล้ามเนื้อมัดเล็ก การประมวลผลประสาทสัมผัส และการสื่อสารเชิงหน้าที่ |
| ครู/นักการศึกษา | จัดการเรียนรู้เฉพาะบุคคลและการปรับสภาพแวดล้อมในห้องเรียน |
| ครอบครัว | ให้ข้อมูลบริบทจริง ร่วมเลือกเป้าหมาย ฝึกทักษะต่อเนื่อง และสะท้อนผลลัพธ์ |
ยาไม่ใช่การรักษาลักษณะหลักทั้งหมดของออทิสติก แต่แพทย์อาจใช้เพื่อจัดการภาวะร่วม หรือพฤติกรรมรุนแรงบางประการเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจนและใช้ร่วมกับมาตรการไม่ใช้ยา หลักสำคัญคือเริ่มขนาดต่ำ ปรับช้า และประเมินทั้งประโยชน์กับความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
ครอบครัวเป็นฐานสำคัญของการดูแลระยะยาว ความรู้ ความมั่นใจ สุขภาพของผู้ดูแล และการเข้าถึงแหล่งสนับสนุนส่งผลต่อความต่อเนื่องของแผนการดูแล พยาบาลจึงต้องประเมินทั้งความต้องการของเด็กและภาระของครอบครัว โดยหลีกเลี่ยงการคาดหวังให้ครอบครัวทำทุกกิจกรรมโดยไม่มีทรัพยากรรองรับ
| สถานการณ์ เด็กชายอายุ 7 ปี พูดเป็นคำสั้น ๆ มักพูดตามคำถาม ชอบหมุนล้อรถของเล่น และร้องเสียงดังเมื่อมีการเปลี่ยนกิจกรรมกะทันหัน ในห้องรอตรวจที่มีเสียงดัง เด็กวิ่งออกจากที่นั่งและพยายามเปิดประตู ผู้ดูแลมีสีหน้าเหนื่อยล้าและกล่าวว่านอนไม่พอ เพราะเด็กตื่นกลางคืนบ่อย |
ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยจากพฤติกรรมวิ่งออกจากพื้นที่ก่อน จากนั้นประเมินสิ่งกระตุ้นทางประสาทสัมผัส ความเข้าใจภาษา ความสามารถในการคาดการณ์การเปลี่ยนกิจกรรม คุณภาพการนอน และภาระผู้ดูแล แนวทางเบื้องต้น ได้แก่ จัดพื้นที่ปลอดภัย ลดเสียง ใช้ตารางภาพหรือสัญญาณเตือนก่อนเปลี่ยนกิจกรรม ใช้คำสั่งสั้นทีละขั้น เสริมแรงเมื่อรอหรือเปลี่ยนกิจกรรมได้ และประสานประเมินปัญหาการนอน พร้อมสนับสนุนการพักของผู้ดูแล
การดูแลเด็กออทิสติกแบบองค์รวมเริ่มจากการมองเด็กเป็นบุคคลที่มีศักยภาพและความต้องการเฉพาะ การประเมินต้องครอบคลุมพฤติกรรม พัฒนาการ การสื่อสาร อารมณ์ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แล้วเชื่อมโยงสู่ข้อวินิจฉัยและการพยาบาลที่มีเป้าหมายชัดเจน การสร้างสัมพันธภาพ การปรับสิ่งแวดล้อม การใช้กิจวัตรที่คาดการณ์ได้ การเสริมแรงเชิงบวก และการเล่นเป็นเครื่องมือสำคัญ พยาบาลยังต้องประสานทีม เฝ้าระวังการใช้ยา และเสริมพลังครอบครัวเพื่อให้การดูแลต่อเนื่องและมีความหมายต่อชีวิตจริง
Boccaccio, F. M., Klip, H., Vollebregt, M. A., Pieters, S., Rizzo, R., Pirrone, C., & Buitelaar, J. K. (2026). Cognitive disengagement syndrome across attention deficit/hyperactivity disorder, autism spectrum disorder, and internalizing disorders: towards a transdiagnostic construct. European Child & Adolescent Psychiatry, 1-13.
Hirota, T., & King, B. H. (2023). Autism spectrum disorder: a review. Jama, 329(2), 157-168.
Li, S. N., & Chien, W. T. (2026). Acceptance and Commitment Training for Parents of Children With Autism Spectrum Disorder: A Randomized Clinical Trial. JAMA Network Open, 9(1), e2552693.
Love, C., Sominsky, L., O’Hely, M., Berk, M., Vuillermin, P., & Dawson, S. L. (2024). Prenatal environmental risk factors for autism spectrum disorder and their potential mechanisms. BMC medicine, 22(1), 393.
Rizvi, A. Z., & Batool, S. S. (2026). A qualitative study on perspective of parental stress and lower marital quality among parents of children with autism spectrum disorder. International Journal of Developmental Disabilities, 72(3), 484-503.
Salari, N., Rasoulpoor, S., Rasoulpoor, S., Shohaimi, S., Jafarpour, S., Abdoli, N., … & Mohammadi, M. (2022). The global prevalence of autism spectrum disorder: a comprehensive systematic review and meta-analysis. Italian journal of pediatrics, 48(1), 112.
Stone-Heaberlin, M., Vincent, L. B., Kalomiris, A. E., Young, H., & Fodstad, J. C. (2026). Feeding Intervention for Individuals on the Autism Spectrum: A Review of Multidisciplinary Treatment and Individual, Family, and Cultural Considerations. Handbook of Treatments for Autism Spectrum Disorder, 213-228.
Tafolla, M., Singer, H., & Lord, C. (2025). Autism spectrum disorder across the lifespan. Annual Review of Clinical Psychology, 21(1), 193-220.